การเลี้ยงกุ้งเครฟิชในนาข้าว

อาชีพทำนาที่ชะตากรรมเผชิญแต่ปัญหาแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก   การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงนั้นถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการปลูกข้าวแทนที่เราจะปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวเราควรจะปล่อยกุ้งก้ามแดงลงไปในนาข้าวด้วยกว่าจะได้เก็บเกี่ยวกุ้งก็จะมีขนาดใหญ่พอดีซึ่งจะทำให้เราได้ผลประโยชน์สองต่อเพียงแค่เราขุดสระรอบพื้นนาเพียงเพื่อให้น้ำขังบ้างเวลน้ำลดเพื่อให้มีน้ำให้กุ้งมีชีวิตรอดพื้นที่ภาคอีสานที่เริ่มต้นเลี้ยง เกษตรกรในแถบภาคอีสานส่วนใหญ่จะยังไม่ทราบเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งชนิดนี้มากนัก ซึ่งกุ้งชนิดนี้เกษตรกรในแถบภาคกลางของไทย คือจังหวัดราชบุรีนิยมเลี้ยงเพื่อจำหน่ายกันมาก สำหรับขั้นตอนการเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ไม่ยาก ดูแลง่าย ใช้ต้นทุนในการเลี้ยงน้อยมาก น้ำในบ่อจะเป็นน้ำแบบไหนก็ได้ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำตั้งแต่กุ้งอายุ 1 วันจนมันตายไปเองประมาณ 4-5 ปี ส่วนการให้อาหารก็เป็นเพียงอาหารกุ้งทั่วไปที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดราคาถุงละ 1 พันบาท สามารถใช้เลี้ยงกุ้งทั้งหมด 8 บ่อ ได้นานประมาณ 8 เดือน ถือได้ว่าประหยัดต้นทุนเรื่องอาหารมากสีของกุ้งมีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่สีที่พบมากที่สุดคือ สีเขียว สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน ซึ่งคนไทยจะเรียกว่า บลู ล็อปเตอร์     กุ้งชนิดนี้มีจุดเด่นอีกอย่างคือแถบข้างของก้ามจะมีสีแดง และสีส้ม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งแถบสีเหล่านี้จะพบกับกุ้งเพศผู้เท่านั้น ส่วนเพศเมียจะไม่มีแถบสี กุ้งชนิดนี้เลี้ยงง่าย ปรับตัวได้ไว และภูมิต้านทานโรคสูง ปัจจุบันเกษตรกรนำมาเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อ และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด

 

กุ้งมังกร

กุ้งมังกร หรือ กุ้งหนามใหญ่ ถูกจัดว่าเป็นกุ้งขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งมีน้ำหนักมากเป็นกุ้งในวงศ์สกุล Palinuridae ซึ่งเป็นวงศ์สกุลสัตว์ทะเลในยุคครีเทเซียส กุ้งมังกรจัดว่ามีขนาดใหญ่มากมีขนาดใกล้เคียงกับกุ้งล็อบเตอร์ ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ หนวดยาว มีสีสันลวดลายบริเวณตามตัวที่สวยงาม นอกจากนี้ลำตัวยังมีหนามแหลมเพื่อใช้ในการป้องกันตัวขากสัตว์ทะเลนักล่าอื่นๆ โดยทั่วไปกุ้งมังกรชอบอาศัยอยู่ตามทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่น สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งทะเลน้ำตื้นและน้ำลึก แต่จะพบมากบริเวณหาดโคลน รวมถึงการเจริญเติบโตนั้นจัดว่าเป็นกุ้งที่เจริญเติบโตช้ามากๆ เมื่อเทียบกับกุ้งชนิดอื่นๆ โดยวิธีการลอกคราบจะใช้เวลาประมาณสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง และใช้เวลาโตเต็มที่ประมาณ 5 -7 เดือน นอกจากนี้กุ้งมังกรถือว่าขยายพันธุ์เร็วโดยการออกไข่ราว 200,000 – 1 ล้านฟอง

กุ้งมังกรสามารถพบได้ตามชายฝั่งทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยพบมากทางเขตทะเลอันดามัน กุ้งมังกรจัดว่าเป็นกุ้งขนาดใหญ่และมีเนื้อแน่น สามารถทานได้ทั้งสดและปรุงสุก แต่กุ้งมีราคาสูงมาก เนื่องจากในไทยยังไม่มีการเพาะเลี้ยงในเชิญพาณิชย์เนื่องจากการเจริญเติบโตของกุ้งช้ามาก และไม่คุ้มทุนแต่มีการเพาะเลี้ยงเป็นบางจุดโดยจับตามธรรมชาติและเพาะเลี้ยงในกระชังเท่านั้น นอกจากนี้กุ้งมังกรยังถูกเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามอีกด้วย หรือแม้แต่นำซากกุ้งมาสตาฟไว้ประดับบ้าน สำหรับกุ้งมังกรจะพบตามทะเลอันดามัน มากกว่าฝั่งอ่าวไทยเนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า

กุ้งกุลาดำ

กุ้งกุลาดำ หรือ กุ้งม้าลาย จัดว่าเป็นกุ้งทะเลชนิดหนึ่งและเป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์สกุล Penaeidae ตัวเต็มวัยมีขนาดประมาณ 20 – 25 เซนติเมตร เป็นกุ้งทะเลที่ชอบอาศัยในเขตร้อน มักอาศัยในทะเลลึกรวมถึงสามารถบริเวณดินทราย นอกจากนี้ยังสามารถอาศัยอยู่น้ำทะเลที่มีภาวะความเค็มต่ำได้ดี สามารถพบได้ตามป่าชายเลน กุ้งกุลาดำจัดว่าเป็นกุ้งที่นิยมนำมาประกอบอาหาร มีการเพาะเลี้ยงตามแหล่งประมงตามชายฝั่งทะเลของไทย สำหรับถิ่นกำเนิดนั้นกุ้งกุลาดำมีถิ่นกำเนิดทางทวีปเอเชีย สำหรับในประเทศไทยพบมากทางฝั่งอ่าวไทยเช่น บริเวณเกาะช้าง นอกชายฝั่งชุมพรยาวลงไปถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช และทางชายฝั่งอันดามันทางจังหวัดภูเก็ต และระนอง กุ้งกุลาดำชอบอาศัยบริเวณดินทรายที่มีโคลน ค้นพบว่าแหล่งกำเนิดเดิมอยู่ที่ทะเลแถบอินโดแปซิกฟิกตะวันตกและคาบสมุทรอินเดีย มักอาศัยในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลน ระดับความลึกประมาณ 110 เมตร และมีการแพร่กระจายได้ตลอดปี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม กุ้งกุลาดำมีลักษณะคล้ายกับกุ้งก้ามกรามแต่เล็กกว่าและไม่มีก้ามยาว สามารถวางไข่ได้ครั้งละหลายๆฟอง

การเพาะเลี้ยงกุ้งนั้นจจัดเป็นที่นิยมเนื่องจากกุ้งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งตลาดภายในประเทศและภายนอกประเทศมีมาก แต่เนื่องจากการส่งออกต่างประเทศนั้นต้องใช้ปัจจัยหลายๆอย่างในการส่งออกโดยเฉพาะห้องเย็น ทำให้กุ้งมีราคาสูงตามไปด้วย สำหรับในไทยนั้นราคาของกุ้งจะแตกต่างกันไปตามไซส์ของกุ้งรวมถึงความสดด้วย ชาวปะมงส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกุ้งกุลาดำเนื่องจากต้นทุ่นต่ำ รวมถึงกุ้งสามารถผลิตลูกกุ้งออกมาจำนวนมากด้วย

ความแตกต่างระหว่าง กุ้งกับกั้ง

นอกจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่นิยมการนำมาบริโภคแล้ว ยังมีสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันแต่มีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งรูปร่างและการบริโภคสัตว์อีกชนิดที่เราเรียกว่า กั้ง กั้งเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์เดียวกับกุ้งจากการศึกษาพบว่าสัตว์ของสองชนิดจัดอยู่ทั้ง ไฟลัม, ไฟลัมย่อย, ชั้นสกุล เดียวกันทั้งสิ้น แต่กั้งจะอาศัยอยู่ในทะเลมากกว่า ขณะที่กุ้งมีทั้งสายพันธุ์ในทะเลและน้ำจืด กั้งมีความแตกต่างกันกับกุ้งคือ ลักษณะลำตัวคล้ายกับกุ้งผสมตั๊กแตนตำข้าว มีเปลือกแข็งเป็นปล้องๆ จำนวน 5 ถึง 8 ปล้อง หนวดสั้น จากการวิจัยพบว่ากั้งเป็นสัตว์ทะเลที่มีสายพันธุ์มานานกว่าล้านปีแล้ว รวมถึงมีการกำเนิดก่อนกุ้งด้วยซ้ำ กั้งเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่น้ำเค็มอย่างเดียว เช่น ทะเลโคลนบริเวณปากแม่น้ำ รวมถึงแนวปะการัง นอกจากนี้ยังสามารถอาศัยอยู่ในทะเลระดับความลึกถึง 1,000 เมตรได้สบาย สถิติเคยพบลึกที่สุดที่ 1,500 เมตร กั้งถูกจัดว่าเป็นสัตว์ที่มีระบบการมองเห็นภาพได้ดีที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่มองเห็นได้ 3 ตา และกะระยะการมองเห็นและการล่าเหยื่อได้ดีมากด้วย รวมถึงระยะการมองภาพ ชัดลึกและการสแกนภาพการมอง นอกจากนี้กั้งยังมีก้ามที่คล้ายใบมีดโกนใช้ในการล่าเหยื่อ ก้ามนี้แข็งแรงมากและสามารถทำร้ายสัตว์ขนาดใหญ่ให้บาดเจ็บรวมถึงมนุษย์ด้วย กั้งถูกค้นพบกว่า 450 ชนิดทั่วโลก และอีก 61 ชนิดอาศัยในประเทศไทย สำหรับการนำมาประกอบอาหารของกั้งนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ไม่หลาก เนื่องจากการแล่เนื้อกั้งยุ่งยากกว่ากุ้ง รวมถึงมีราคาที่แพงกว่า และการประกอบเมนูอาหารน้อยกว่ากุ้ง แต่กั้งมีเนื้อแน่นกว่ากุ้งมากในบางชนิด

กุ้งก้ามกราม

 

กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งสายพันธุ์น้ำจืดชนิดหนึ่งที่มีการเพาะเลี้ยงและนิยมนำมาประกอบอาหารยอดนิยม กุ้งก้ามกราม อยู่ในกุ้งน้ำจืดในวงศ์ Palaemonidae กุ้งชนิดนี้เป้นกุ้งที่อาศัยตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ตามลำคลอง สำหรับในประเทศไทยมีกระจายอยู่ตามพื้นที่แม่น้ำทางภาคกลางและภาคใต้ กุ้งชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดทั้งในไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีลักษณะเด่นคือมีเปลือกเขียวอมฟ้าหรือม่วง มีก้ามยาวและมีหนามเล็กตะปุ่มตะป่ำบริเวณก้าม กุ้งก้ามกรามชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่แม่น้ำบริเวณเขตน้ำกร่อยรวมถึงน้ำจืดด้วย นอกจากนี้ยังพบได้ในบริเวณทางตอนเหนือของออสเตรเลียด้วย แต่กุ้งก้ามกรามชอบวางไข่บริเวณน้ำกร่อย อาหารได้แก่ ไส้เดือน, ตัวอ่อนของลูกน้ำ, ลูกไร, ลูกปลาขนาดเล็ก, ซากของสัตว์ต่าง ๆ แต่บางครั้งก็กินพวกเดียวกันเอง

ในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเลี้ยงง่ายและสามารถขายได้ราคาดี ด้วยความที่สังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปทำให้กุ้งก้ามกรามตามแหล่งน้ำธรรมชาติลดลง ทำให้กุ้งตามธรรมชาติก็ลดลงไปด้วย ทั้งนี้ทำให้มีการนำมาเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์เพื่อปล่อยตามแหล่งน้ำ เช่น สุพรรณบุรี, นครปฐม, ฉะเชิงเทรา เป็นต้น หรือแม้แต่จำหน่ายเพื่อใช้เป็นอาหาร สำหรับกุ้งชนิดนี้นิยมนำมาประกอบอาหารเนื่องจากมีราคาตั้งแต่น้อยจนถึงแพงมากขึ้นอยู่กับไซส์ของกุ้งด้วย  รวมถึงมีเนื้อแน่น ขึ้นอยู่กับขนาดกุ้งด้วยการนำมาประกอบอาหารนั้นไม่ว่าจะเป็น การต้มยำ, เผา, ทอด, หรือแม้แต่นำมาทานสดๆโดยการทำเป็นกุ้งแช่น้ำปลา เป็นต้น

การเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช

การเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์จะต้องเลี้ยงให้เป็นระบบ

  1. บ่อสำหรับพ่อแม่พันธุ์ซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็นการสั่งมาจากต่างประเทศ บ่อนี้จะไว้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้มีความเจริญเติบโตเต็มที่ ให้เข้าสู้วัยเจริญพันธุ์
  2. บ่อแต่งงานหรือบ่อผสมพันธุ์ บ่อนี้จะเป็นบ่อที่เลี้ยงกุ้งที่พร้อมจะผสมพันธุ์ โดยอัตราส่วนในการเลี้ยงในบ่อนี้จะอยู่ที่ตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 5 ตัว
  3. บ่อวางไข่ เมื่อแม่พันธุ์ได้ทำการผสมพันธุ์แล้วติดไข่ เราจะแยกแม่พันธุ์ไว้ในอ่างพลาสติกขนาดไม่ใหญ่มาก หลังจากแม่พันธุ์ติดไข่แล้วจะใช้ระยะเวลา 1 เดือนก็จะเห็นลูกกุ้งออกมาวิ่งเล่นในอ่างพลาสติกแล้ว
  4. บ่อเลี้ยงจะเป็นบ่อปูนที่มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 16 เมตรซึ่งความกว้างความยาวนั้นสามารถปรับแต่งให้เข้ากับพื้นที่ที่เลี้ยงของเกษตรกรก็ได้ไม่จำเป็นต้องยึดติดตายตัว แต่ที่สำคัญก็คือพื้นบ่อจะต้องมีการเล่นระดับ สูงต่ำ และมีการตัดท่อพลาสติกขนาด 4 นิ้วเป็นท่อ ๆ วางไว้ในบ่อเลี้ยงด้วยเพื่อให้กุ้งสามารถเข้าไปหลบภับหรือไว้ลอกคราบได้ด้วยการสังเกตว่ากุ้งล็อบสเตอร์เป็นตัวเมียและตัวผู้ให้ดูที่ขาคู่ที่ 3 ถ้าเป็นตัวเมียจะมีรูสำหรับวางไข่ และถ้าเป็นตัวผู้จะมีเดื่อขึ้นมา ลักษณะของกุ้งประเภทนี้จะมีก้ามโตเหมือนกับปู ลำตัวแบน เปลือกหนาและแข็ง ปลายหางมีลักษณะเหมือนกับพัด

อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์นั้นเราอาจจะหาอาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยงกุ้งก็ได้ แต่อาหารสดอย่างไส้เดือนก็เป็นอาหารชั้นยอด ไส้เดือนนั้นทำให้กุ้งมีความแข็งแรงโตเร็วและได้โปรตีนสูง แถมผลพ่วงจากการเลี้ยงไส้เดือนเราสามารถได้ขี้ไส้เดือนและน้ำหมักไส้เดือนไว้ขายได้ด้วย

 

 

 

ต้นกำเนิดสายพันธุ์กุ้งเครย์ฟิช

เราอาจะรู้ในการเรียนในห้องเรียนมาตั้งแต่ประถมมาแล้วว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นสิ่งมีชีวิตพวกแรกเกิดจากทะเลแล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นบนบกในยุคที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถขึ้นบนบกได้นั้นสัตว์นักล่าที่มีอาวุธเป็นก้ามขนาดใหญ่โดยเป็น บรรพบุรุษของกุ้งทุกวันนี้โดยมีการพบหลักฐานของซากดึกดำบรรพ์ของเครย์ฟิชที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ล้วนแต่เป็นของหายากแต่นั้นก็ไม่ได้เป็นซากที่เก่าที่สุดเพราะสัตว์จำพวกมีมาตั้งแต่ยุคที่เริ่มมีสิ่งมีชีวิตและได้ใช้ชีวิตอยู่มาทุกยุคแม้กระทั่งยุคไดโนเสาร์ แต่โพรงซากดึกดำบรรพ์มีการตรวจพบจากชั้นหินเก่าแก่จากยุคปลายพาเลโอโซอิกได้พบหลังฐานเก่าแก่สุดของกุ้งเครย์ฟิชสกุล Parastacidae พบในออสเตรเลียมีความแก่กว่า 115 ล้านปี แต่นักวิชาการได้คิดว่าสัตว์สายพันธุ์ที่เป็นบรรพบุรุษของกุ้งมีมาตั้งแต่ยุค แคมเบรียน เมื่อประมาณ 600 ล้านปีที่แล้ว ตอนนั้นโลกเริ่มแบ่งเป็นทวีใหญ่ และสัตว์ก็ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาจากแคลเซี่ยมบางจำพวกก็มีกระดองเปลือกแข็งเพื่อป้องกันตัวเองจากนักล่าแต่อีกพวกก็ใช้เป็นอาวุธเพื่อฆ่าเหยื่อหรือใช้ต่อสู้กันเองเพื่อแย้งอนาเขตกันเอง จากลักษณะร่างกายนักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่าสัตว์สกุลที่เป็นบรรพบุรุษของเครย์ฟิชจัดอยู่เป็นพวกนักล่าและมีขนาดใหญ่และเป็นชนิดเดียวที่มีขาสามารถเดินขึ้นมาบนบกได้จำพวกแรกหลังจากนั้นมาบรรพบุรุษของกุ้งก็ได้อยู่ในโลกมาโดยตลอดและพัฒนาสายพันธุ์ตัวองเพื่อนความอยู่รอด

โครงสร้างของกุ้งเครย์ฟิช

กุ้งเครย์ฟิชเนื่องจากมีลักษณะที่สวยงามแล้วชื่อว่ากุ้งมังกรก็เป็นชื่อที่เป็นสิริมงคลและยังเป็นกุ้งที่มีชีวิตสามารถเลี้ยงไว้ดูเล่นได้ไม่เหมือนกุ้งมังกรน้ำเค็มที่นำมาแขวนไว้กับผนังบ้านไม่สามารถเลี้ยงได้ กุ้งเครย์ฟิชเป็นกุ้งนักสู้หวงถิ่นในการเลี้ยงเราจะได้เห็นลักษณะความเป็นนักสู้ของมันจะทำให้ผู้เลี้ยงตื่นเต้นกับการพัฒนาของกุ้งลักษณะร่างกายเครย์ฟิชนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนกลาง หรือ ทอแร็ก คือส่วนที่มีขาใช้สำหรับเดิน ส่วนสุดท้ายคือ ส่วนท้องซึ่งเป็นส่วนที่มีเนื้อเยอะมากที่สุด ซึ่งส่วนหัวกับส่วนกลางนั้นเชื่อมติดรวมกันเป็นชิ้นเดียว เรียกว่า เซฟาโลทอแร็ก ข้อมูลบางแหล่งอาจระบุว่าเครย์ฟิชนั้นมีลำตัวเพียง 2 ส่วนก็ได้ ทั้งตัวนั้นจะถูกหุ้มด้วยเปลือก หรือ คาราเพซ ซึ่งทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ ใช้สำหรับปกป้องลำตัว และเป็นที่ตั้งของอวัยวะหายใจ คือ เหงือกที่มีลักษณะคล้ายขนนกอยู่ใกล้บริเวณปาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบหายใจ คือเป็นทางผ่านของน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านช่องเหงือกนั่นเองในส่วนของขานั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ขาเดิน ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 5 คู่ โดยคู่แรกนั้นถูกพัฒนาจนกลายเป็นก้าม ใช้สำหรับหยิบจับอาหารและใช้ต่อสู้ และ ขาว่ายน้ำ จะมีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ มีไว้สำหรับโบกน้ำที่มีออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อหายใจ รวมทั้งโบกพัดแพลงก์ตอนเข้าหาตัวเพื่อกินเป็นอาหารอีก ในเครย์ฟิชตัวเมีย ขาว่ายน้ำยังใช้เป็นที่อุ้มไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิอีกแล้วต่างหาก

 

การแบ่งเพศและวงจรชีวิตของกุ้งเครย์ฟิช

เครย์ฟิชเป็นกุ้งน้ำจืดที่ไม่ถูกกับสารเคมีแบบสุดแบบว่าโดยเป็นต้องตายเลยก็ว่าได้เป็นกุ้งที่ชอบธรรมชาติจะอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำจืดที่มีลักษณะน้ำใสสะอาดสูง มีค่าของอกซิเจนสูง เนื่องด้วยการเติบโตของกุ้งแต่ละครั้งจะมีการลอกคราบที่อยู่ของมันจึงต้องเป็นทีซ่อนตัวไปด้วยส่วนใหญ่จะเป็นก้อนหินหรือขอนไม้ใต้น้ำ ส่วนเรื่องอาหารนั้นเครย์ฟิชสามารถกินอาหารได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นพืชสัตว์น้ำขนาดเล็กหรือแม้แต่ซากสัตว์ ออกหากินเวลากลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงสัตว์นักล่าและจะไม่หากินทุกวันจะหาวันเว้นวันมีอาณาเขตเป็นของตัวเองเพราะกุ้งเป็นสัตว์ที่หวงถิ่นมากโดยแต่ละตัวจะมีอาณาเขตเป็นของตัวเองประมาณ 40 เซนติเมตร กุ้งเครย์ฟิชตั้งแต่เกิดมาช่วงแรกๆจะมีการลอกคราบบ่อยและจัลดระยะการลอกลงตามขนาดตัวจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่หนึ่งครั้งต่อเดือนเมื่ออายุครบหนึ่งปีจะลอกคราบปีละครั้งเท่านั้น การลอกคราบแต่ละครั้งใช้เวลานานราว 2–3 วัน กว่าเปลือกใหม่ที่ได้นั้นจะแข็งแรงเท่าเดิม ในบางครั้งอาจมีพฤติกรรมกินเปลือกตัวเองที่ลอกออกหรือของตัวอื่นก็ได้ เพราะร่างกายต้องการแคลเซี่ยมเพื่อสร้างเปลือกใหม่ให้แข็งแรง การผสมพันธุ์ของเครย์ฟิชแต่ละครั้ง กินเวลาเพียง 1–2 นาที เท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อไข่ได้รับการปฏิสนธิจากน้ำเชื้อแล้ว ไข่จะฟักเป็นตัวในเวลาราว 3–4 สัปดาห์ โดยตัวเมียจะอุ้มไข่ไว้ในช่องท้อง ไข่มีลักษณะวงกลมสีดำคล้ายเมล็ดพริกไทยดำ ในการผสมพันธุ์แต่ละครั้งอาจได้ลูกเครย์ฟิชมากถึง 300 ตัว ซึ่งเครย์ฟิชในวัยเล็กจะยังอาศัยอยู่กับแม่ โดยกินเศษอาหารที่แม่กินเหลือ เมื่อโตขึ้นจึงค่อยแยกจากไป

การแบ่งวงศ์สกุลและสายพันธุ์กุ้งเครย์ฟิช

โดยทั่วไปเราจะเห็นว่ากุ้งเครย์ฟิชที่ถูกนำมาทำเป็นอาหารในร้านอาหารและก็ในตู้ปลาเลี้ยงดูสีสันเป็นสัตว์สวยงามบ้างคนที่พึ่งเข้ามาศึกษาอาจจะสงสัยแต่เราสามารถแบ่งกุ้งสกุลเครย์ฟิชออกได้เป็น 2  วงศ์ใหญ่ๆได้คือ Astacoidea ซึ่งเป็นสกุลใหญ่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป สามารถแบ่งเป็นวงศ์ย่อยได้อีก 2 วงศ์คือ Astacidae และ Cambaridae โดยเครย์ฟิชชนิดที่เป็นที่รู้จักกันดีในสกุลนี้คือ Procambarus clarkii โดยรวมแล้วกุ้งเครย์ฟิชในวงศ์นี้มีขนาดใหญ่มีลักษณะเด่นคือก้ามจะมีหนาม โตเต็มจะมีขนาดประมาณ 20 เซนติเมตร และอีกวงศ์คือ Parastacoidea ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคโอเชียเนียและอีเรียน จายา กุ้งเครย์ฟิชสกุลนี้จะไม่มีหนามที่ก้าม และลักษณะของก้ามจะป่องออกต่างไปจากสกุล Astacoidea แต่มีที่หนีบสั้นและเล็กกว่า ขนาดเมื่อโตเต็มที่ขนาดตัวจะยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ชนิดของกุ้งเครย์ฟิชในสกุลนี้ที่เป็นที่รู้จัก กุ้งเครย์ฟิชทั้ง 2 สายนี้มีจุดดีจุดเด่นในสายของตัวเองเพื่อให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมของถิ่นที่อยู่ของแต่ละสายพันธุ์ส่วนในประเทศไทย เพื่อตอบสนองกับความต้องการและเพื่อให้การเลี้ยงนั้นคงสภาพการรอดชีวิตมากที่สุดและเหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทยสกุลที่เรานำมาเลี้ยงส่วนใหญ่ก็คือสกุล Parastacoidea เพราะมีต้นกำเนิดอยู่ในเอเชียสามารถปล่อยเลี้ยงได้ตามสภาพน้ำบ้านเราและเครย์ฟิชสกุลนี้ก็มีขนาดใหญ่ก้ามป่องสามารถเลี้ยงไว้เพื่อนเป็นรายได้เสริมอีกด้วยส่วนสกุล Astacoidea ไม่ค่อยได้รับความนิยมในบ้านเราเพราะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในยุโรปเวลาจะเลี้ยงก็ต้องเจอปัญหาอุณหภูมิของน้ำและสิ่งแวดล้อมกับอาหารทำให้เพิ่มต้นทุนการเลี้ยง